หัวซ้าย
นกน้อยทำรังแต่พอตัว   ไม่อยากจนจงอย่าเป็นหนี้  ( อย่าคิดมีบัตรเครดิต ถ้ายังไม่พร้อม  จะเจอดอกเบี้ยมหาโหด )
กลับหน้าแรก   ขอคำปรึกษาเป็นการส่วนตัว โดยตรงกับนักกฏหมาย
เมนต์หลัก
หัวซ้าย
นกน้อยทำรังแต่พอตัว   ไม่อยากจนจงอย่าเป็นหนี้  ( อย่าคิดมีบัตรเครดิต ถ้ายังไม่พร้อม  จะเจอดอกเบี้ยมหาโหด )
Language
สมาชิก VIP Login ที่นี่ค่ะ
User login
user
pwd


Counter Thailawyer

วิทยุปลดหนี้

maps.google.com
 
พันธมิตร & ผู้สนับสนุน

อุปกรณ์นักสืบ
(ขาย-ให้เช่า)
เจ้ากรรมนายเวร
เจ้ากรรมนายเวร
เวรกรรมแก้ไม่ได้
แต่หยุดเวรกรรมได้
คน10จำพวกคบไม่ได้
 Line
 ID: thailawyer.net
รับข่าวทางไลน์
line@ I
  iD:zbc0782
 
Welcome To  S Detective & lawyer Online
เปิดเผยความจริง  เพื่อให้เกิดความยุติธรรม
     
 

ลูกหนี้สู้เท่านั้นถึงจะรอดจากหนี้
กฎหมายมีทางออกให้ลูกหนี้เสมอ

พิพากษา “หม่อมไฉไล” รับมรดกหนี้ 5.5 ล้าน
ศาลฎีกาพิพากษา "หม่อมไฉไล" ชายาในเสด็จพระองค์ชายใหญ่ ต้องชดใช้มรดกหนี้ 5.5 ล้านบาท
ให้ธนาคารไทยพาณิชย์ หลังต่อสู้คดีนาน 10 ปี

ในที่สุดศาลฎีกาก็ได้พิพากษาคดีที่ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นโจทก์ยื่นฟ้องหม่อมไฉไล ยุคล เจ้าของ
ร้านเพชรทอง "ไฉไล" ในห้างสยามพารากอน ในฐานะชายา และผู้จัดการมรดกของพระเจ้าวรวงศ์
เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล หรือ เสด็จพระองค์ชายใหญ่ เป็นจำเลยในความผิดเรื่องผิดสัญญา
ใช้เงินบัญชีเดินสะพัด ขอให้จำเลยต้องชำระหนี้จำนวน 41 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 6.2 ล้านบาท

คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2539 และนำสืบในชั้นพิจารณาคดีสรุปว่า เมื่อวันที่
27 มิถุนายน2521 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล เสด็จมาทรงขอเปิดบัญชีเดิน
สะพัดกับธนาคารไทย พาณิชย์ สำนักงานใหญ่ บัญชีเลขที่ 001-3-9703-8 วงเงินเปิดบัญชีครั้ง
แรก 4 ล้านบาท ต่อมาเสด็จพระองค์ชายใหญ่ ทรงขอวงเงินเพิ่มอีก 1.5 ล้านบาท ตกลงดอกเบี้ยกัน
ร้อยละ15 ต่อปี

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประกันหนี้ให้น่าเชื่อถือ เสด็จพระองค์ชายใหญ่จึงทรงนำโฉนดที่ดินเลขที่ 5334
ซอยสงวนสุข แขวงสามเสนใน เขตบางซื่อ กับโฉนดเลขที่ 5355 ถนนมหานาค เขตพญาไท กทม.
มาจำนองประกันเงินกู้ ในขณะที่มียอดหนี้อยู่ 5.5 ล้านบาท แต่เสด็จพระองค์ชายใหญ่จะนำเงินมา
หักทอนบัญชีทำให้เงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทบต้นนับจากวันกู้จนถึงวันฟ้องมีจำนวน 41 ล้านบาท
และดอกเบี้ยอีก 6.2 ล้านบาท

ข่าวคมชัดลึกวันศุกร์ที่ ๑๙ พฤษภคม ๑๕๔๙

กรณีศึกษา ความหมายของดอกเบี้ย และดอกเบี้ยเป็นโมฆะ
คำพิพากษาศาลแขวงปทุมวัน
คดีหมายเลขดำที่ ม.๓๓๕๗/๒๕๔๖ คดีหมายเลขแดงที่ ม.๒๓๕๓/๒๕๔๗
วันที่ ๒๓ เดือน สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗
บริษัท จ.จำกัด โจทก์ นาย พ. จำเลย
แพ่ง ยืม (สินเชื่อเพื่อคนรุ่นใหม่)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้ซึ่งโจทก์ใช้ชื่อว่า "สินเชื่อเพื่อคนรุ่นใหม"” จำนวน
๓๗,๙๙๓.๕๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒๙,๑๔๗.๒๗ บาท
นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์     จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์แถลงขอส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยาน เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระ
หนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน อีกทั้งจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จึงอนุญาตให้โจทก์ส่งพยานเอก
สารแทนการสืบพยานได้

โจทก์อ้างส่งเอกสารรวม ๑๒ ฉบับ ศาลหมาย จ.๑ ถึง จ.๑๒ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิต
ิบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๔ จำเลยตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์
ซึ่งโจทก์ใช้ชื่อว่า “สินเชื่อเพื่อคนรุ่นใหม่” โดยตกลงว่าจะปฏิบัติและยินยอมตามข้อกำหนดและ
เงื่อนไขสัญญาให้สินเชื่อทุกประการ โจทก์อนุมัติเงินกู้แก่จำเลยเป็นเงินจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท
ในการรับเงินดังกล่าว

โจทก์นำเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยเป็นเงินจำนวน ๔๒,๕๐๐ บาท และถือว่าจำเลยได้รับ
เงินกู้นับตั้งแต่วันที่โจทก์นำเงินเข้าบัญชีดังกล่าว จำเลยตกลงชำระดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และ
ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

๑. ค่าธรรมเนียมจัดการเงินกู้ ร้อยละ ๕ ของวงเงินกู้ ทั้งนี้ไม่น้อยกว่า ๕๐๐ บาท โดยโจทก์จะ
หักค่าธรรมเนียมสี่วนนี้จากต้นเงินกู้ที่จะจ่ายให้แก่จำเลย

๒. ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินร้อยละ ๑.๙ ต่อเดือน

๓. ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๒ ต่อปี ของยอดเงินกู้ คิดเฉพาะเดือนแรก

๔. ค่าปรับชำระหนี้ล่าช้าจำนวน ๑๕๐ บาท ต่องวดต่อเดือน

๕. ค่าปรับเช็คคืนจำนวน ๒๐๐ บาท ในกรณีที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค

๖. ค่าปรับหักบัญชีไม่ผ่านจำนวน ๑๐๐ บาท ในกรณีที่ผู้กู้แจ้งความประสงค์ให้หักเงินบัญชีธนาคาร

จำเลยตกลงชำระคืนต้นเงินดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน และค่าใช้จ่ายต่างๆให้แก่โจทก์
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๖๗,๕๑๐.๙๖ บาท โดยผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน งวดละ ๓,๗๕๐.๖๑ บาท
รวม ๑๘ งวด ภายหลังที่กู้ยืม จำเลยไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญา โดยจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์
เพียง ๙ งวด เป็นเงินจำนวน ๓๓,๙๓๔.๘๙ บาท โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเป็นหนี้อีกต่อไป จึงมี
หนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วแต่ยังคงเพิกเฉย ซึ่งยอดหนี้ค้างชำระ
ณ วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๖ จำเลยเป็นหนี้ต้นเงินจำนวน ๒๙,๑๔๗.๒๗ บาท ดอกเบี้ยและค่า
ธรรมเนียมจำนวน ๔,๔๒๘.๘๐ บาท ค่าปรับจำนวน ๔๑๖.๗๑ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๓๓,๙๙๒
.๗๘ บาท

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์มีหนังสือทวง
ถามให้ชำระหนี้โดยชอบแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระต้นเงินค่าธรรมเนียม
และดอกเบี้ยตามสัญญาแก่โจทก์     คงมีปัญหาว่า โจทก์มีสิทธิคิดค่าธรรมเนียม และดอกเบี้ยกับ
จำเลยได้เพียงใด

เห็นว่า ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ความหมายของคำว่า “ดอกเบี้ย”
ว่าเป็นค่าตอบแทนที่บุคคลหนึ่งต้องใช้ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เพื่อการที่ได้ใช้เงินของบุคคลนั้น
หรือเพื่อทดแทนการไม่ชำระหนี้ หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้อง ดังนี้

เมื่อจำเลยกู้เงินโจทก์แล้วโจทก์คิดค่าธรรมเนียมจัดการเงินกู้ในอัตราร้อยละ ๕ ของวงเงินกู้
และยังคิดค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินในอัตราร้อยละ ๑.๙ ต่อเดือน ค่าธรรมเนียมทั้งสองดังกล่าว
จึงเป็นค่าตอบแทนมีลักษณะทำนองเดียวกับดอกเบี้ย และเมื่อรวมกับดอกเบี้ยที่โจทก์คิดในอัตรา
ร้อยละ ๑๒ ต่อปี ของยอดเงินกู้ คิดเฉพาะเดือนแรก จะมีอัตราเกินกว่าอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี
ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.
๒๔๗๕

ดังนั้น ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นโมฆะทั้งหมด โจทก์มีสิทธิเรียกได้เฉพาะต้น เงินคืนจากจำเลยเท่านั้น แต่เนื่องจากหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้
โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยระหว่างเวลาผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง และตามสำเนาใบแจ้งยอดบัญชี เอกสารหมาย จ.๘
ระบุให้จำเลยชำระหนี้งวดแรกภายในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๔ และจำเลยได้ชำระหนี้รวม ๙ งวด

จึงถือว่า จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ในวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๕ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์นำ
เงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลย เป็นเงินจำนวน ๔๒,๕๐๐ บาท และจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์
เป็นเงินจำนวน ๓๓,๙๓๔.๘๙ บาท จำเลยคงค้างต้นเงินโจทก์จำนวน ๘,๕๖๕.๑๑ บาท

พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๘,๕๖๕.๑๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้น
เงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๕ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้
จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๖๐๐ บาท

     คำพิพากษาทั้สองนี้ชี้ให้เห็นว่า   ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินใดๆ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายทั้งนั้น
แต่ตัวท่านทั้งหลายที่เป็นลูกหนี้ไม่รู้กฎหมาย จึงถูกพวกนักกฎหมายของเจ้าหนี้และพวกที่ขู่ทวงหนี้
ใช้เล่กลต่างๆ เอาเปรียบในเชิงกฎหมาย โดยเฉพาะที่เรียกกันทั่วๆไปว่า " ปรับโครงสร้างหนี้ "

การที่ไปทำปรับโครงสร้างหนี้อาจทำให้ลูกหนี้เสียเปรียบหากลูกหนี้ไม่อ่านรายละเอียดให้หลงเชื่อ
แต่คำพูดของของพนักงานฝ่ายเจ้าว่า " เซ็นไปก่อนไม่มีปัญหา แล้วส่งเงินมาตามที่บอกแล้วกัน "
นั่นแหละที่เรียกตามกฎหมายว่า " ถูกมัดมือชก "   เพราะท่านจะไม่รู้เลยว่าในเอกสารเขียนอะไร
ไว้บ้าง มารู้อีกครั้งก็ตอนที่ถูกฟ้องแล้ว   พอเอาเอกสารมาให้นักกฎหมายดูจึงรู้ว่าหนี้ส่วนอื่นๆ ที่ตัว
ท่านเองไม่ได้ยินยอมและรับรู้ด้วย หรือหนี้ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็จะถูกทำให้ถูกต้องและเอามา
ฟ้องคดี  ภาษาชาวบ้านเรียกว่า " โกงแบบหน้าด้านๆ "   แต่ถ้าใครประไปทำยอมกันเจ้าหนี้ก็ไม่ว่า
กันเป็นสิทธิเฉพาะตัว อย่างน้อยที่เตือนไว้ก็ยังเป้นทางเลือกให้กับท่านอื่นๆได้

มีหลักของการสู้คดีอยู่อย่าหนึ่งที่ลูกหนี้ทั่งหลายไม่รู้คือ   ในระหว่างที่ต่อสู้คดีกันและศาลยังไม่มีคำ
พิพากษาถึงที่สุด  ลูกหนี้ยังไม่ต้องชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ได้ และเจ้าหนี้ก็ไม่มีสิทธิทวงหนี้ลูกหนี้ได้
อีกจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุกให้ลูกหนี้ใช้หนี้ (ดูคำพิพากษาตัวอย่าง)    ดังนั้นลูกหนี้หลาย
ท่านที่เขาไปยอมความหรือไปไกล่เกลี่ยโดยที่คิดว่าทนายเจ้าหนี้จะปราณีช่วยลูกหนี้ขอให้คิดใหม่
ได้   ไม่มีเจ้าหนี้สถาบันการเงินใดที่จะยอมเสียเปรียบลูกหนี้ (โดยเฉพาะพวกที่ประมูลหนี้มาติด
ตามเอง หรือรับจ้างทวงหนี้กินเปอร์เซ็น)

    เมื่อท่านรู้อย่างนี้แล้วจะมานั่งงอมืองอเท้าอยู่ทำไม่   ทางเดียวที่ลูกหนี้จะลืมตาอ้าปากได้คือการ
ใช้กฎหมายให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด ระยะเวลาที่เป็นถ้ามีโอกาสเลื่อนออกไปสัก ๑ - ๑๐ ปี
ลูกหนี้ยิ่งมีโอกาสฟื้นตัว   ในเมื่อคนอื่นเขายังกัดฟันสู้จนชนะได้แล้วท่านจะนั่งรอให้พวกหน้า
เลือดโกงแบหน้าด้านเอาเปรียบก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ได้แต่ให้กำลังใจไม่ให้คิดในทางที่ผิดๆ

เราเตือนท่านแล้ว   ไม่เชื่อไม่ว่ากัน   นั่งเอามือก่ายหน้าผากเมื่ออไรแล้วจะรู้ว่าจริง

จะทำอะไรขอให้ปรึกษาผู้รู้กฎหมายหรือทนายความปลอดภัยที่สุด
ยินดีให้คำปรึกษากับทุกคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เขียนข้อความได้ที่นี่ >>

 
 
 

ขณะนี้มีคน online อยู่ 69 ท่าน