| สวนกุหลาบปทุม รีดเงินนร. [25 พ.ค. 51 - 04:06]

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 พ.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีกลุ่มผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนนวมิน
ทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี ตั้งอยู่เลขที่ 45 หมู่ 9 ต.พืชอุดม อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ก่อหวอดประท้วงทางโรงเรียนที่เรียกเก็บเงินค่ากิจกรรมพิเศษแพงหูฉี่ จึงเดินทางไปตรวจสอบ
ข้อเท็จจริง พบกลุ่มผู้ปกครองกว่า 200 คน ยืนประท้วงอยู่หน้าทางเข้าหอประชุมชั้น 3 ของโรงเ
รียนดังกล่าว เนื่องจากไม่พอใจที่ทางโรงเรียนมีเอกสารเรียกเก็บเงินเป็นจำนวนมาก โดยที่ไม่
สามารถชี้แจงถึงเหตุและความจำเป็นได้
ทั้งนี้ เอกสารฉบับที่ 04087.17/พิเศษ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี
ี ลงวันที่ 23 พ.ค. 2551 เรื่องการระดมทรัพยากรเพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระบุใจความโดยสรุป
ขอรับการสนับสนุนเพื่อดำเนินกิจกรรมและบริการเพิ่มเติมจากหลักสูตรการเรียนการสอนปกติ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและสร้างคุณภาพชีวิตของนักเรียน โดยระบุว่าได้รับการเสนอแนะ
จากคณะกรรมการผู้ปกครองเครือข่ายและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้น
พื้นฐาน ตามมาตรา 58 (2) แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่ม
เติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 โดยขอความอนุเคราะห์จากผู้ปกครองนักเรียนให้ศึกษาและปฏิบัติ
ตามขั้นตอน วิธีการเกี่ยวกับการระดมทรัพยากรตามรายละเอียดที่อยู่ด้านหลังหนังสือฉบับนี้อย่าง
เคร่งครัด ลงชื่อนายคณิต ภิรมย์ไกรภักดิ์ ผอ.โรงเรียน
สำหรับเอกสารฉบับดังกล่าวมีรายละเอียดปลีกย่อยบันทึกอยู่ด้านหลัง เป็นขั้นตอนการรับบริจาคเงิน
โดยให้ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนชั้น ม.2, 3, 5, และ 6 (ยกเว้นชั้น ม.1 และ ม.4) เขียนชื่อบุตร
พร้อมรหัสประจำตัวและชั้นเรียนให้ชัดเจน แนบเงินสด 10 บาท เป็นค่าโอน เขียนใบชำระเงินระบ
ุชำระเงินผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ทุกสาขา ในชื่อบัญชี "โครงการและบริการ
เสริมพิเศษ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี"เลขที่บัญชี 351-3-00922-4
ให้เสร็จภายในวันที่ 15 มิ.ย. นี้ จากนั้นให้เด็กนักเรียนนำสำเนาใบโอนเงินไปมอบ ให้กับครู
ประจำชั้น เพื่อขอรับใบเสร็จรับเงินในภายหลัง
ส่วนค่าใช้จ่ายที่ทางโรงเรียนเรียกเก็บต่อคนในครั้งนี้ประกอบด้วย
1. ค่าบำรุงสมาคมผู้ปกครอง
และครู/ปี 200 บาท
2. วารสารและคู่มือนักเรียนสื่อสารถึงผู้ปกครอง/ปี 250 บาท
3. บริจาคสาธารณกุศล/ปี 100 บาท
4. พนักงานทำความสะอาดและพัฒนาแหล่งเรียนรู้/ภาคเรียน 200 บาท
5. ประกันอุบัติเหตุ/ปี 250 บาท
6. เสริมทักษะคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม/ภาคเรียน 500 บาท
7. ค่าเรียนภาษาต่างประเทศกับเจ้าของภาษา/ภาคเรียน 700 บาท
8. ค่าเอกสารประกอบการเรียนโครงการพิเศษ/ปี 300 บาท
9. ค่าตรวจสุขภาพ/ปี 50 บาท
10. โครงการส่งเสริมศักยภาพนักเรียน/ปี 300 บาท
11. ค่าสาธารณูปโภค 540 บาท
12. เงินเดือนครู 352 บาท
13. ค่าจ้างพนักงานขับรถ 72 บาท
14. ค่าพัฒนาสำนักงาน 150 บาท และ
15. ค่าตอบแทนวิทยากร 414 บาท
รวมเป็นยอดเงินที่ต้องชำระ 4,378 บาทต่อนักเรียน 1 คน
นายโสภณ (สงวนนามสกุล) ตัวแทนผู้ปกครองระบุว่า
ทางผู้ปกครองไม่เคยมีใครทราบมาก่อนว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายถึงขนาดนี้ ก่อนการ
ประชุม
ก็มีการแจกเอกสารฉบับดังกล่าวมาให้ผู้ปกครองคนละฉบับ เมื่ออ่านดูแล้วก็รู้สึกแปลก
ใจ เพราะเดิมเคย
เสียอยู่ประมาณ 2 พันกว่าบาท แต่มาคราวนี้กลับเสียเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ระหว่าง
การประชุมก็พยายามสอบถาม จากนายคณิต ภิรมย์ไกรภักดิ์ ผอ.โรงเรียนเพื่อให้ชี้แจงรายละ
เอียด แต่ไม่ได้รับคำตอบจึง
ประท้วงด้วยการวอล์กเอาต์ออกมานอกห้องประชุมดังกล่าว โดยกลุ่ม
ผู้ปกครองทั้งหมดพากันข้องใจรายการที่ 11-15 ที่เพิ่มเติมขึ้นมา แต่เดิมจะเสียอยู่ที่ประมาณ
2,850 บาท แต่ปีนี้ต้องมาจ่ายเงินอีก
1,528 บาท ซึ่งมองแล้วว่าไม่น่าจะเป็นภาระของผู้ ปกครอง
เป็นเรื่องที่โรงเรียนจะต้องดำเนินการเอง
อยู่แล้ว และเท่าที่ทราบมาระดับชั้น ม.1 และ ม.4 ที่
เพิ่ง ประชุมไปเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ถูกเรียกเก็บแพง
กว่านี้อีกพันกว่าบาทด้วย
จังหวะนั้นเองทางอาจารย์ของโรงเรียนได้ประกาศผ่านไมค์เชิญผู้ปกครองเข้าไปฟังคำชี้แจง
จากนายคณิต
ผอ.โรงเรียนภายในห้องประชุม โดยนายคณิตชี้แจงว่าเงินค่าสาธารณูปโภค เป็นเงินช่วยค่าไฟฟ้าของโรงเรียนที่เดิมอยู่แค่หลักหมื่น แต่ปัจจุบันพุ่งเป็นแสนกว่าบาทต่อ
เดือน ส่วนเงินเดือนครูที่เรียกเก็บ
เพราะมีการจ้างครูเพิ่มเติม ค่าจ้างพนักงานขับรถก็จำเป็น
เพราะโรงเรียนซื้อรถใหม่มาอีก 2 คันต้อง
จ้างคนขับเพิ่มอีก 2 คน ส่วนค่าพัฒนาสำนักงานก็
มีความจำเป็นเพราะต้องคอยดูแลอำนวยความสะดวก ให้กับผู้ปกครองและคนที่มาติดต่องาน
ส่วนค่าตอบแทนวิทยากรก็จำเป็นเพราะต้องเชิญวิทยากรจากภายนอกมาให้ความรู้ นร.เพิ่มเติม
ซึ่งคำชี้แจงของนายคณิต ยังไม่เป็นที่พอใจของกลุ่มผู้ปกครองจึงมีการเสนอให้ระงับเรื่องดัง
กล่าวไว้ ก่อนทั้งหมด จากนั้นให้ผู้ปกครองตั้งตัวแทนห้องละ 5 คนทุกชั้นเรียนเสนอชื่อถึงครู
ประจำชั้นแต่ละห้อง จัดเป็นคณะกรรมการร่วม เพื่อศึกษาข้อมูลและข้อสรุปเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง
โดยจะมีการเรียกประชุมภายในสัปดาห์หน้า กลุ่มผู้ ปกครองพอใจจึงยอมสลายการชุมนุมและ
ไปประชุมกลุ่มย่อย เพื่อจัดตั้งตัวแทนเจรจากับทางโรงเรียนต่อไป
ด้านนายคณิตกล่าวเสริมว่า การจัดทำโครงการดังกล่าวขึ้นมา ก็เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ของนักเรียนให้ดีขึ้น มีการประชุมร่วมกับสมาคมผู้ปกครองและสำนัก งานเขตพื้นที่การศึกษา
เขต 2 แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นความไม่เข้าใจของผู้ปกครองเท่านั้น ซึ่งทางโรงเรียนพร้อม
จะชี้แจง รายละเอียดให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง คาดว่าเรื่องน่าจะจบลงได้ด้วยดี สำหรับการประชุม
ผู้ปกครอง นร.ชั้น ม.3 และ ม.6 ในวันที่ 25 พ.ค. ก็จะระงับเรื่องดังกล่าวไว้ก่อนจนกว่าจะได้ข้อ
สรุปที่ชัดเจนเช่นกัน
ทางด้านคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(กพฐ.) กล่าวว่า ทราบเรื่องดังกล่าวแล้วเพราะมีผู้ปกครองโทรศัพท์มาร้องเรียน ตนได้สอบ
ถามเรื่องที่เกิดขึ้นจาก ผอ.โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี ได้รับ
การชี้แจงว่า การเก็บเงินดังกล่าวได้หารือกับทางคณะกรรมการสถานศึกษา ซึ่งจำนวนเงิน
ที่เก็บ เพิ่มนั้นเป็นเงินค่าสาธารณูปโภค เพราะทางโรงเรียนมีงบประมาณในส่วนดังกล่าว
ไม่เพียงพอ ต้องจ้างครูจากต่างประเทศ จ้างพนักงานรักษาความปลอดภัย จ้างคนขับรถรับ
ส่งนักเรียน ตนได้ทักท้วงไปว่าบางรายการไม่ควรเก็บจากผู้ปกครองเด็ก ควรจะใช้วิธีการ
เปิดรับบริจาคตามความสมัครใจ เพราะค่าใช้จ่ายที่เก็บเพิ่มในบางรายการสูงเกินไป อีกทั้ง
สำนัก งานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็เตรียมที่จะหางบประมาณมาช่วยค่า
สาธารณูปโภค สำหรับโรงเรียนต่างๆในช่วงปลายปีนี้อยู่แล้ว
ทาง ผอ.โรงเรียนก็ยอมรับว่าบางรายการที่เรียกเก็บเพิ่มนั้นยังไม่มีความชัดเจน ดิฉันจึง
ขอให้กลับไปพูดคุยกับผู้ปกครองใหม่ และให้ทางโรงเรียนงดเรียกเก็บเงินส่วนดังกล่าว
ให้ไปหารือกับเครือข่ายผู้ปกครองของโรงเรียนก่อนว่าจะสามารถเรียกเก็บได้หรือไม่
ทางเครือข่ายผู้ปกครองจะช่วยเหลือโรงเรียนได้อย่างไรบ้าง พร้อมกันนี้ได้มอบให้ ผอ.
สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานีเขต 2 ไปติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและรายงาน
ผลสรุปกลับมาด้วย คุณหญิงกษมากล่าว
ส่วนนายสมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า
การที่โรงเรียนจะขอเก็บเงินเพิ่มจากทางผู้ปกครองนั้น จะต้องผ่านความเห็นชอบจาก
ทางคณะกรรมการสถานศึกษาก่อน ทางโรงเรียนจะไปประกาศเก็บเงินเพิ่มเองไม่ได้
ต้องดูรายละเอียดก่อนว่าในรายการที่ขอเก็บเงินเพิ่มจากทางผู้ปกครองนั้นมีอะไรบ้าง
หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภค จะต้องที่อยู่ที่ความสมัครใจของผู้ปกครองเด็ก
หากผู้ปกครองไม่จ่ายก็เรียกเก็บไม่ได้ และเด็กจะต้องได้รับสิทธิจากทางโรงเรียนเท่า
เทียมกับ เด็กที่ผู้ปกครองยินยอมจ่ายเงินให้ทุกประการด้วย
[25 พ.ค. 51 - 04:06]
ความเห็นส่วน
ยังมีหลายโรงเรียนที่มิพฤติกรรมแบบนี้ ขอให้สังเกตุดูสมาคมครูผู้ปกครองที่โรงเรียนเหล่านี้
ตั้งขึ้นมา จะพบว่าต้องมี ผอ.,รองผอ.และะครูของโรงเรียจะเขาไมีส่วนบริหารการใช้เงินของสมาคม
โดยต่ำแหน่งทั้งสิ้น และการใช้งบก็จะเป็นการทำแบบผูกพัน คือก่อนหนี้เอาไว้ก่อนและผ่อนชำระ
เป็นรายปีและรายเทอม และยังมีการทอดกฐินทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษากันทุกปี และกำหนดให้
ผู้ปกครองเอาซองไปแจกคนละ ๕-๑๐ ซอง และกำหนดราคาเอาไว้ด้วยว่าซองละเท่าใด โดยให้
ครูประจำชั้นเป็นผู้บอกกันนักเรียน(ผู้จาหว่านล้อมว่าควรจะได้เท่านั้นเท่านี้ ไม่ได้จะมีปัญหา???)
ผมเคยไปเถียงเรื่องนี้มาแล้วที่โรงเรียน ราชวินิจบางเขน เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ได้รับคำตอบจาก ผอ.ว่า
ไม่ได้บังคับ
ที่ทำก็เพื่อหาเงินเข้าโรงเรียนเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย เพื่อลูกเพื่อหลานของผู้ปกครองทั้งนั้น
ไม่ได้หาเงินเข้ากระเป๋า
มีคำถามว่าโรงเรียนเหล่านี้จะหาเงินมาทำอะไรมากมายขนาดนี้ ทั้นที่ส่วนใหญ่แล้วไม่มีความ
จำเป็นเลย ดูที่จะเปรียบให้ดูถึงความจำเป็นและไม่จำเป็นจากนักเรียน 3,000 คนโดยประมาณ
ของแต่ละโรงเรียน เช่น
1. ค่าบำรุงสมาคมผู้ปกครอง และครู/ปี 200 บาท (600,000 บาท สมควรจ่าย)
2. วารสารและคู่มือนักเรียนสื่อสารถึงผู้ปกครอง/ปี 250 บาท (750,000 บาท มากเกินไป)
3. บริจาคสาธารณกุศล/ปี 100 บาท (300,000 บาทไม่ควรมี เพราะเท่าที่เห็น เอาไปบริการให้
ที่อื่นทำให้ ผอ.ได้หน้าได้ชื่อเสียง นักเรียนยากจนของโรงเรียนยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ
การกุศล แต่ ผอ.กลับทำใจใหญ่เอาไปให้คนอื่น)
4. พนักงานทำความสะอาดและพัฒนาแหล่งเรียนรู้/ภาคเรียน 200 บาท (600,000 บาท ไม่สมควร
ทุกวันนี้โรงเรียนจะวางระเบียนรักษาความสะอาดให้นักเรียนและจัดแหล่งการเรียนรู้กันเอง)
5. ประกันอุบัติเหตุ/ปี 250 บาท (750,000 บาท สูงเกินไป น่าสงสัยเพระที่อื่นประมาณ 200 บาท)
6. เสริมทักษะคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม/ภาคเรียน 500 บาท (ปีละ 3 ล้าน สูงมากเกินไป "เอาไปซื้อ
โน็ตบูกใช้กันส่วนตัวและจ่ายค่าคอมมิชั่นส่วนตัวที่ก่อนงบผู้พันหรือเปล่า")
7. ค่าเรียนภาษาต่างประเทศกับเจ้าของภาษา/ภาคเรียน 700 บาท ( 2.1 ล้านบาท ไม่สมควรมี
เพราะครูภาษาสอนอังกฤษของไทยก็เก่งไม่แพ้ต่างชาติ และทำให้คนไทยมีงานทำ ฝรั่งมาสอน
ก็ไม่มีอะไรมากไม่ต่างกับคนไทย
และฝรั่งยิ่งน่ากลัวเพราะอาจจะหลอกนักเรียนไปทำอนาจาร"
ผมเคยไปทำคดีแบบนี้มาแล้วรู้ดี" และเป็นการนำเงินตราออกต่างประเทศ ส่วนลึกๆ ก็มีใต้โต๊ะ)
8. ค่าเอกสารประกอบการเรียนโครงการพิเศษ/ปี 300 บาท( 900,000 บาท ไม่สมควรอย่างยิ่ง
หนังสือเรียนก็ได้มากครุสภาอยู่แล้ว ยังจะมาจัดมีโครงการพิเศษอีก ทำบังหน้าเอาเงินหรือเปล่า)
9. ค่าตรวจสุขภาพ/ปี 50 บาท(150,000บาทสมควร)
10. โครงการส่งเสริมศักยภาพนักเรียน/ปี 300 บาท(900,000 บาท ไม่สมควรอย่างยิ่ง เป็นโครง
การพิเศษแบบเดียวกับข้อ 8 อาจเป็นข้ออ้างและหังงบไปใช้ทางอื่นมากว่า
11. ค่าสาธารณูปโภค 540 บาท (1.6 ล้าน สูงเกินไป ต้องตรวจสอบการใช้จ่ายจริง ค่าน้ำ ค่าไฟ้
เดือลละล้านกว่าบาท ยิ่งกว่าค่าน้ำค่าไปบ้านที่อยู่รวมกัน 4-5 คนอีก วันที่โรงเรียนหยุด และ
เดือนปิดภาคเรียนไม่ต้องจ่าย เงินส่วนนี้ไปไหน)
12. เงินเดือนครู 352 บาท (1.056 ล้านบาท ไม่สมควรจ้างเลย เพราะครูอัตราจ้างเป็นไม่ควรมี
ควรรับครูมาจากข้าราการโดยตรง จะได้ครูที่มีความรู้และเข้ามาอย่างโปร่งใส)
13. ค่าจ้างพนักงานขับรถ 72 บาท (216,000 บาท ไม่สมควรจ้าง ควรรับมาจากข้าราชการที่สอบ
เข้ามาโดยตรงจะดีกว่า ไม่อย่านั้นอาจมีการฝากแบบพวกพร้อง ไม่โปร่งใส)
14. ค่าพัฒนาสำนักงาน 150 บาท(4500,000 บาท ไม่เห็นมีอะไรเลย เวลาไปติดต่อก็จะถูกขู่จาก
คนในสำนักงาน พวกครูนั่งห้องแอร์ เอาลูกเอาหลานมาวิ่งเล่น ซื้ออุปกรณ์ของร่วมไปใช้ส่วนตัว
สุงเกินไปมาก)
15. ค่าตอบแทนวิทยากร 414 บาท (1.24 ล้านบาท สูงมากเกินไป เพราะการจัดการอบรม ส่วน
ใหญ่แล้ว ผู้มาเป็นวิทยากรที่อยากจะมาให้ความรู้และรับค่าจตอบแทนเป้นค่าพาหนะเล็กๆ
น้อยๆ เท่านั้น ที่เคยเห็นมามักจะไปจ้างวิทยากรที่เป็นเพื่อกัน มีชื่อเสียง ค่าตัวสูงๆเป็นแสนๆ
มาเป็นวิทยากร คนอื่นก็มีความรู้ที่อยากทำเพื่อเด็กและเยาวชน อยากให้ความรู้ และสามารถ
มาเป้นวิทยากได้และให้ความรู้ดีกว่าพวกราคาแพงๆ ที่หากินกับโรงเรียนโดยจ่ายใต้โต๊ะ)
16. นี้ยังไม่รวมเงินค่าทองกฐิน ทอดผ้าป่าประจำปีอีกเป็นล้านๆ ที่ผู้ปกครองต้องหามาจ่าย และ
เงินที่รัฐจ่ายให้มาเป็นงบประมาณค่าใช้จ่ายต่อนักเรียน 1 คนต่อปี และเช่าสถานที่ทำร้านค้า
ขายอาหารในโรงเรียน
สรุป ท่านรองคิดดูถึงความจำเป็นจริงๆในการเรียนการสอบ มีมากแค่ไหน และเงินเหล่านี้
สมควรจะจ่ายหรือไม่ เมื่อจ่ายไปแล้วจะมีการโยกเงินจากส่วนนั้นไปใช้ส่วนที่ จากส่วนนี้ไปใช้
ส่วนโน้น จนในที่สุดโรงเรียกต้องเป็นหนี้ผูกพันกับบุคคลภายนอก ผอ.เหล่านี้ไม่ยึดถือตามแนว
เศรฐกิจพอเพรียง แต่กลับสร้างหนี้ หาเงิมาใช้จ่ายให้ได้ไม่ว่าจะเป็นทางไหนขอให้ได้เงินมา
เท่านั้น
ในสมาคมครูและผู้ปกครองทุกที่จะมีครูในโรงเรียนนั้นอยู่ในตำแหน่งสำคัญๆที่จะชักจุง
ผู้ปกครองที่ทำหน้าที่ในสมาคมเพื่อให้เห็นด้วยหรือมีคะแนนเสียงข้างมากในการโหวดการใช้
งบประมาณและโครงการต่างๆ รวมถึงการโยกย้ายงบประมาณ สังเกตุได้จากการเรียกผู้ปกครอง
เข้าไปประชุมร่วมกันจำนวนมากๆ จะมีการบรรยายจาก ผอ.และอาจารย์เป็นเวลานานมาก จาก
นั้นก้ถึงสมาคมก็จะพูดต่ออีกยาวมากจนทำให้ผู้ที่เข้ามาประชุมเริ่มเบื่อ เมื่อผู้ปกคครองเริ่มเบื่อ
แล้วพวกนี้ก็จะทำการขอควรเห็นและขออนุมัติจากที่ประชุมโดยการยกมือ และผู้ปกครองก็จะรีบ
ยกมือตามที่ผู้เป้นหัวหน้าการประชุมต้องการเพื่อให้จบไวๆ (เป็นหลักการจิตวิยาทางอ้อม)และ
ในที่สุดพวกนี้ก็จะได้มัตดิจากทีประชุมโดยง่ายดาย(ผลเคยไปประชุมแบบนี้มาแล้ว ขอเรียกว่า
หมกเม็บ
) ผู้ปกครองทุกคนที่เคยไปร่วมประชุมก็จะแบบเดียวกับที่ผม
ขอให้ดูทุกโรงเรียนที่เป็นมัธยมจะมีโครงการที่จะพาครูหรือผู้ปกครองไปดูงานหรือศึกษางาน
ในต่างประเทศ ถ้าตรวจย้อนหลังไปจะเห็นได้ มีแทบทุกโรงเรียนและจะจัดเฉพาะช่วงปิดเทอม
หรือปิดภาคเรียน และผู้ที่ไปก็จะเป็นบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญๆในสมาคมหรือโรงเรียน (พูด
แบบชาวบ้านก็คือ ไปเทียวต่างประเทศโดยอ้างเพื่อการศึกษา โดยใช้งบประมาณโรงเรียนนั้นเอง)
ส่วนโครงการอบรมหรือสัมนาครูในประเทศที่เดินทางไปอบรมตามสถานที่ชายทะเล หรือภูเขา
ในช่วงปิดเทอมหรือปิดภาคเรียน 3 วันหรือ 7วันเป็นข้ออ้างในการพากันไปเทียว (เพื่อปิดปากชั้น
ผู้น้อยไม่ให้พูดมากหรือเปล่า) ข้อสำคัญอยู่ที่โครงการต่างๆเหล่านี้ไปเอาเงินที่ไหนมาเป็นใช้จ่าย
จะขอให้รัฐจัดให้รัฐก็ไม่มีงบ จะขอจากผู้ปกครองก็ไม่มีการขอมาหรือทำโครงการขอมา แล้วเงินที่
เอามาใช้จ่ายมาจากที่ไหน ใน 15 ข้อ ก็ไม่มีระบุว่าจะมีโครงการไปดูงานต่างประเทศหรือพาครู
อาจารย์ไปเทียวดูงานอบรมสัมนา
แสดงว่าต้องมีการยักย้ายถ่ายเงินหรือโยกงบการเงินไปใช้
หรือเขียนแอบแขวงเอาไว้ในบ้างข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 15
เพื่อจะได้อ้างเอาเงินไปใช้เทียวกันได้
ถ้ามีหน่วยงานของรัฐเข้าไปตรวจสอบสมาคมครูและผู้ปกครองของแต่ละโรงเรียนจะดีมาก
ยิ่งถ้าเป็นสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินด้วยจะสุดยอดเลย แต่คงไม่สามารถทำได้เพราะกฎหมายมี
ช่องว่าเรื่องการจัดการบัญชีของสมาคมที่จัดตั้ง ซึ่งหลวมมากไม่มีบทลงโทษที่จริงจัง จึงทำให้เป็น
ช่องว่างให้เหล่าพวกที่ชอบใช้งบประมาณของโรงเรียนและสมาคม
ขอบอกตรงให้ทุกท่านรู้ว่า ไม่มีโรงเรียนไหนเลยที่ทำโครงการปราบยาเสพติดในโรงเรียนจะมี
ก็แต่รณรงค์ให้ห่างไกลยาเสพติดเท่านั้น ทั้งที่รู้อยู่ว่าในโรงเรียนมีนักเรียนเสพยา ซื้อขายเสพยา
มีบุคคลภายนอกเข้าไปในโรงเรียนเพื่อสร้างอิทธิพล และครูอาจารย์ที่ชอบสอบพิเศษ ไม่ยอมเอา
เวลามาสอนให้เต็มที่
และชอบข่มขู่นักเรียนโดยอ้างความเป็นลูก(ไม่ใช่ลูกศิษย์)
พอโรงเรียนจับนักเรียนที่เสพยาได้ก็ไม่อยากทำให้เป็นเรื่องเป็นรวว และผอ.อ้างอย่างเดียว
ว่า "กลัวเสียชื่อโรงเรียน" แต่ไม่กลัวว่าเด็กจะเสียอนาคต ผมได้ยินมาแล้วรู้สึกว่า โรงเรียนห่วง
แต่ชื่อเสียงห่วงแต่จะใช้งบประมาณห่วงแต่จะหาเงินมาใช้ ไม่เคยห่วงตัวนักเรียนจริงๆเลย คงคิด
ว่า "หลักสูตรมีให้สอนก็สอนไปวันๆ"เท่านั้น มุ่งหาเงินมาสร้างชื่อให้ตัวเองว่าเป็นผู้บริหารชั้นหนึ่ง
ที่สร้างชื่อให้โรงเรียน และหาเงินเข้า
กระเป๋า ชอบขู่จะย้ายครูที่ไม่เห้นด้วยกันตัวเอง (บางคนมี
ผัวเป็นตำรวจทหารก็จะเอามาทำเบ่งก้ามในโรงเรียน) แบบนี้ไม่เรียกว่า "ครัปชั่น จะให้เรียกว่า
อะไรครับ" พวกนี้เป็นข้าราชการมีเงินเดือนกินกันเป็นหมื่น ไม่เดือนร้อนอะไรเลย แต่พยายาม
ทำตัวเองให้เดือดร้อน ใช้เงินเกินตัว เห็นแก่พวกพร้อมมากกว่าคำว่า พ่อพิมพ์และแม่พิมพ์ของชาติ
ถ้ารัฐไม่คิดที่จะปราบปรามพวกข้าราชการที่หาช่องทางคอรัปชั่น ค่อยหาเงินกับผู้ปกครองนัก
เรียนโดยอ้างอย่างเดียวว่า " โรงเรียนยังไม่มีความพร้อม" แสดงว่าข้าราชการผู้นั้นไม่มีความรู้
ความสามารถเพียงพอที่จะรับราชการสั่งสอนให้คนเป็นคนดีได้ก็ควรลาออกไปนอนอยู่บ้านจะ
ดีกว่า อย่ามั่วแต่อ้างว่าทำเพื่อนักเรียนทำเพื่อผู้ปกครอง
โรงเรียนควรที่จะขอการสนับสนุนจากผู้ปกครองคือ
1. ค่าน้ำประปาค่าไฟค่าทำความสะอาด
2. อุปกรกณ์สือการเรียนการสอบ
3. ค่าบำรุงสำนักงาน และสือการเรียกการสอน
4.
ค่าพัฒนาสถานที่
คิดว่าผู้ปกครองทุกคนจะเต็มใจจ่ายให้แน่นอนล้านเปอร์เซ็น หากโรงเรียนจะมีโครงการ
พิเศษต่างๆ เพิ่มที่คิดว่าจะทำให้นักเรียนพัฒนาการเรียนให้ดีขึ้นก็เขียนเป็นโครงการให้
ละเอียดครบถ้วนตามแบบการขออนุมติโครงงานที่ต้องมีงบประมาณ ประโยชน์ที่จะได้ ผลที่
คลาดว่าจะกลับมาเป็นของนักเรียน
และอื่นๆ
และจัดส่งให้ผู้ปกครองก่อนวันประชุมอย่างน้อย
30 วัน และในการประชุมลงความเห็นของ
ผู้ปกครองที่จะทำการอนุมัติหรือไม่นั้น แต่ต้อง
ไม่มีครูอาจารย์ของโรงเรียนและตัวแทนสมาคมครู และผู้ปกครองที่เข้าร่วมประชุมเด็ดขาด
โดยให้ผู้ปกครองทุกคนที่เข้าร่วมประชุมในวันนั้น
มีมัตติของเองโดยการ เขียนใบแบบการ
อนุมัตหรือไม่ แล้วส่งให้ที่ประชุมนับว่าอนุมัติเท่าใดไม่อนุมัติเท่าใด
(ไม่ให้มีการอนุมัติโดย
การยกมือ) แบบนี้จะให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับโรงเรียนอย่างแท้จริงและเป็นแบบประชา
ธิปไตย
ถ้าใช้วิธีนี้แล้วดูซิว่าจะมีพวกขี้โกงหน้าไหนจะน้าด้านมาขออนุมัติ พวก ผอ.และกลุ่ม
ที่คิดจะหาผลประโยชน์จากโรงเรียนก็จะหมดไป เพราะพวกมันจะคิดว่า ทำโครงการไปก็
ไม่รับอนุมัติแน่นอน ยิ่งเป็นโครงการไปดูงานต่างประเทศหรืออบรมต่างจังหวัดบังหน้ายิ่ง
ไม่มีทางเลย
ขอเสนออีกความเห็น ถ้าให้กระทรวงศึกษามีคำสั่งให้พวก ผอ.และรอง ผอ.มัธยม
ไปเป็น ผอ.หรือรอง ผอ. โรงเรียนประถมหรือมัธยมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดูซิว่า
พวกนี้จะออกมาโวยกระทรวงอย่างใดและพวกนี้ยอมไปหรือไม่ ผมคิดว่าถ้าเป็นข้าราช
ครูโดยมีจิตสำนักของความเป็นข้าราชครูจริงๆ เขาต้องไปแน่นอน จะมีแต่ไอ้พวก
ที่คิดแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้นที่จะมีแต่ข้อแม้ข้ออ้างหรือข้อต่อลองต่างๆ นาๆ บาง
คนอาจถึงกับไปวิ่งเต้นเส้นสายเจ้านายที่เคยจ่ายส่วย
เพื่อ
ไม่ให้ไปอยู่ทางภาคใต้
(พวกนี้ละที่ควรเอาออกจากราชการไปให้หมด อยู่ไปก็มีแต่จะทำให้มีปัญหากับบ้าน
เมือง)
ควรห่วงนักเรียนมากกว่าห่วงชื่อเสียงโรงเรียน
ยังมีนักเรียนและคูรอาจารย์โรงเรียนในชนบทต่างจังหวัดอีกมากที่ยังขาดแคลน
อุปกรณ์
เครื่องมือเครื่องใช้ในการศึกษาและสือการเรียนการสอบอีกมาก ตราบใดที่
มีข้าราชการบาง
คนคิดแต่จะหาผลประโยชน์ใส่ตัวเองและพวกพร้อม โดยไม่ห่วงเพื่อนข้าราชการด้วยกัน
ที่ต้องประสบปัญหาการเรียกการอสน จะทำให้กระบบการศึกษาพัฒนาไปได้อย่างใด

ภายหลังที่ ผศ.จักรฤทธิ์ อุทโธ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ถูก น.ส.เฟิร์น (นามสมมติ) อายุ 21 ปี นักศึกษาปีที่ 3 คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดียวกัน แจ้งความ สภ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ดำเนินคดี ข้อหากระทำอนาจารแก่บุคคล อายุกว่า 15 ปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ เพราะลวนลามและชวนหลับนอนเพื่อแลกเกรด ส่วนทางด้านวินัย ถูกตั้งกรรมการสอบสวน วินัยร้ายแรงและให้ ผศ.ฉาวออกจากราชการไว้ก่อนนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 ก.ค.) ทางมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ขอยุติการให้ข่าวทุกอย่าง เพื่อป้องกันการสับสนและให้ความยุติธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย เนื่องจากขณะนี้มีการเสนอข่าวกันหลายประเด็น โดยมหาวิทยาลัยฯ จะแถลงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้ว คาดไม่เกินสัปดาห์หน้า ซึ่งคณะผู้บริหารพร้อมจะตอบข้อสงสัยทุกคำถาม
นายดีพร้อม เที่ยงเอิก อุปนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า ขณะนี้มีความพยายามสร้างความเสียหายให้มหาวิทยาลัย โดยจัดฉากสร้างข่าวจากบุคคลภายนอก จึงขอให้ยุติการกระทำดังกล่าว และขอให้นักศึกษาที่ตกเป็นข่าวหยุดให้ข่าวเป็นรายวัน เพราะอาจตกเป็น เหยื่อรวมทั้งทำให้สังคมและตลาดแรงงานขาดความเชื่อมั่นมาตรฐานการให้คะแนนของมหาวิทยาลัย
จากข่าวไทยรัฐข้างต้นผมในฐาะนักกฎหมาย
ขอชื่นอธิการบดีและคณะบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีมัตติให้พักงานอาจารย์ผศ.จักรฤทธิ์ อุทโธที่ทำอนาจาย
นักศึกษา เป็นสิ่งที่ทำถูกต้องที่สุดแล้ว เพราะคำว่ารักษาชื่อเสียงของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ
ต้องสั่งให้พักงานข้าราชการที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด หรือรุ้ว่าข้าราชการผู้นั้นกระทำผิดแม้ไม่มีใคร
กล่าวหาแต่รู้กันภายใน
การรักษาชื่อเสียงของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่ถูกต้อง ต้องกระทำการลงโทษครูอาจารย์ที่กระทำ
ผิดทางกฎหมายอาญาโดยเฉพาะที่หาผลประโยชน์เรียกรับเงินเข้าสมาคมหรือแรกกับคะแนนเพื่ออนาจาย
เพื่อข่มขืนรำเรารักเรียนนักศึกษา
หรือยักยอกเงินค่าอาหารครูนักเรียนในโรงเรียน
ครูอาจารย์ที่ทำดีอยู่แล้วก็ไม่ควรสนับสนุนพวกครูอาจารย์ที่กระทำผิดกฎหมาย ถึงแม้จะรู้จักกันและ
เคยเห็นว่าเมื่อก่อนเป็นคนดี (พวกคนเลวๆ จะแสดความเลวในทีลับตาคนเท่านั้น ต่อหน้าคนทั่วไปอาจ
แสดงตัวเหมือนพ่อพระ"พระเพลิง")
ยังมีอีกหลายโรงเรียนและหลายหมาวิทยาลัยยังพวกคนเลวๆแต่อาศัยความเป็นข้าราชครูอาจารย์ หากินหรือหาผลประโยชน์จากนักเรียนอีกมาก ขอให้ครูอาจารย์ที่ปพฤติดีปฏิบัติดีช่วยกันสอดส่อง ไม่ให้คนไม่ดีมีโอกาสอาศัยสถาบันศึกษาหาผลประโยชน์เข้าตัวพวกมันเอง ถ้าคนดีๆไม่ช่วยขจัดคน ไม่ดีออกจากสังคม ต่อไปคนดีๆจะไม่มีโอกาสอยู่ในสังคมนั้นได้ เพราะคนไม่ดีจะพยายามขจัดคนดี ให้ออกจากสังคมที่พวกมันต้องการเป้นผู้มีอิธิพล
พฤติกรรมของ ผอ. โรงเรียนนวมิน
ทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี และผศ.จักรฤิทธิ์ อุทโธ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เข้าข่ายความผิดอาญามาตรา ๑๔๘ โทษ
จำคุกตลอดชีวิต
|